เพื่อนอยู่หมู่บ้านนี้มามากกว่า 20 ปี ตั้งแต่ถนนหนทางยังเป็นลูกรังขรุขระจนเดี๋ยวนี้เป็นถนน 6 เลนแล้วและเชื่อมต่อกับที่อื่นๆ มากมายทำให้ไปไหนมาไหนสะดวก อีก 2 ปี ก็จะรถไฟฟ้า (สายสีชมพู) มาหาแถวนี้ด้วย
บ้านเพื่อนอยู่ห่างจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกือบ 4 กิโลเมตร ตอนมาอยู่ใหม่ๆ คนยังไม่เยอะมาก กว่าจะถึงบ้านก็ต้องผ่านท้องนาเป็นระยะและไฟถนนก็ยังมีไม่มาก
เมื่อต้องนั่งแท็กซี่เข้าในหมู่บ้านตอนค่ำๆ ทั้งเพื่อนทั้งโชเฟอร์ก็มักมองกันอย่างหวาดๆ เมื่อเพื่อนชวนคุยทำนองว่า “ทางเข้าไกลและมืดเนอะ กลัวแท็กซี่เหมือนกัน เจอดีก็ดีไป” โชเฟอร์คนหนึ่งพูดว่า “ผมก็กลัวพี่” 555 (เพือนมักทิปให้เขาเพราะต้องตีรถเปล่าออกไปอีกหลายกิโล)

เพื่อนรู้จักหมู่บ้านที่อยู่น้อยมากเพราะไม่ค่อยได้ออกนอกเส้นทาง สายๆ ก็ขับรถออกจากบ้านไปทำงาน ค่ำๆ ก็ขับรถตรงแน่วกลับบ้าน เพื่อนบ้านก็พอรู้จักแต่เป็นบ้านใกล้ๆ กัน ชื่อซอยในหมู่บ้านก็ไม่เรียงกันอย่างที่อื่น เพราะเจ้าของที่ขายที่ให้บริษัททำหมู่บ้านไม่ได้เป็นผืนใหญ่ ขายเป็นผืนย่อยๆ ห่างกันบ้างใกล้กันบ้าง หมู่บ้านก็ตั้งชื่อซอย โฮมนั้นโฮมนี้ตามยถากรรม
อย่างซอยของเพื่อน (การ์เด้น 4) จะอยู่ระหว่างโฮม 10 กะโฮม 15 จนถึงตอนนี้ เจ้าของที่ (ที่มีอาชีพทำนา) ก็ยังมีที่ในหมู่บ้านที่ใช้ทำนา) ดังนั้น ในหมู่บ้านก็จะมีที่นาคั่นเป็นระยะๆ
เกริ่นมาซะยาวหลายบรรทัด ครือกำลังจะเล่าว่า เพิ่งมีโอกาสรู้จักหมู่บ้านที่อยู่มานานมากขึ้นหลังจากกลับไปเดินออกกำลังกายตอนเย็น (ก่อนหน้านี้ หลังจากเนชั่นปิดก็เคยพยายามเดินตอนเย็นๆ แต่พอแม่เพื่อนทักว่า ไปทำอะไรมา ดำไป ก็เลยเลิก 555)
ที่ต้องออกกำลังกายบ้างเพราะคิดว่า ถ้าป่วยเป็นอะไรไปจะได้แข็งแรงสู้กับโรค ไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคเพราะโรคสมัยนี้ ป้องกันยากโดยเฉพาะมะเร็งที่หลายคนเป็นโดยไม่มีสาเหตุ ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า แต่เป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับและอื่นๆ อีกมากมาย คุณนายแม่ของเพื่อนก็จากไปเพราะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งๆ ที่ในครอบครัวหรือบรรพบุรุษไม่เคยมีใครเป็นมะเร็ง
หลายคนอาจสงสัยว่า การไปเดินตอนเย็นทำให้รู้จักหมู่บ้านได้อย่างไร ยังมีตัวละครอีกตัวที่กำลังจะเล่าให้ฟัง ซึ่งคือ น้องโอ๋ (อายุ 38)เพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไปจากบ้านเพื่อนไป 3-4 หลัง เแม่เขาซึ่งอายุมากกว่าเพื่อน 2 ปีสนิทกับคุณนายแม่ จะว่าไปแล้ว เพื่อนมีศักดิ์เป็นน้า แต่โอ๋เรียกเพื่อนว่า พี่ ซึ่งเพื่อนก็ไม่ทักท้วง 555
วันนึง เพื่อนรดน้ำต้นไม้อยู่ในบ้าน โอ๋ก็เดินผ่านหน้าบ้าน เขากำลังจะไปเดินออกกำลังกาย เขาก็ยกมือไหว้ทักทาย พอเพื่อนรู้ว่า เขากำลังจะออกไปเดินก็เลยขอตามไปด้วย นั่นเอง เพื่อนก็ได้เปิดโลกใหม่และรู้จักหมู่บ้านและคนในซอยมากขึ้น (เว่อร์ไหม 555)


โอ๋อยู่หมู่บ้านนี้มานาน (แต่น้อยกว่าเพื่อน) อยู่มาตั้งกะเด็ก ด้วยความเป็นเด็กช่างคุย ช่างทักทายและมีสัมมาคารวะ โอ๋รู้จักคนมาก เวลาเดินออกกำลังกายก็จะทักคนโน้นคนนี้ไปทั่ว โอ๋เองจะมีคนมาทักเป็นระยะๆ เพื่อนเลยได้พลอยรู้จักคนนั้นคนนี้ไปด้วยเช่น พี่น้อง เจ้าของร้านซุปเปอร์ในบ้าน คนนี้ขายบาร์บีคิวตรงตลาด คนนี้อยู่ในซอยเดียวกับเราไง (หลายคนรู้จักคุณนายแม่พราะแม่ก็ชอบเดินเล่นหน้าบ้านและซื้อของจากไลน์หมู่บ้าน)

การเดินยามเย็นทำให้เพื่อนรู้จักซอกซอยในหมู่บ้านมากขึ้น มีโอกาสได้เดินไปหลังหมู่บ้านโดยออกทางประตูที่กำแพงหลังหมู่บ้าน โอ๋พาเพื่อนเดินไปอีกหมู่บ้านนึงที่อยู่ใกล้ๆ กันที่เพื่อนไม่เคยคิดจะแวะไป เป็นต้น สองคนน้าหลานชอบ explore เส้นทางใหม่ๆ ถ้ามีซอยที่ไม่เคยรู้จักก็มักจะเดินเข้าไป ก็จะได้รู้จักเส้นทางใหม่ๆ เจอบ้าน เจอคนใหม่ๆ
ระหว่างทางโอ๋ก็มักเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง เรื่องตัวเองบ้าง (เขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูก 2 คน คนเล็กเป็นเด็กพิเศษ) เรื่องในหมู่บ้านบ้าง แต่ที่สังเกตได้คือ เวลาเล่าเรื่องคนอื่นก็จะเล่าแต่เรื่องดีๆ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เม้าส์เพื่อนบ้าน แต่เป็นส่วนน้อย
ระหว่างเส้นทางที่เดินออกกำลังกาย เราก็มักเจอพืชผักต่างๆ ข้างทาง เช่น บวบ กระถิน มะรุม ผักบุ้งและอื่นๆ โอ๋ก็ชอบจะเก็บผักพวกนี้ บอกว่าจะเอาไปกินกะน้ำพริกหรือต้มจืด เพื่อนไม่สนใจเพราะไม่ทำกับข้าว


คราวนึง ไปเจอบวบอ่อนๆ ข้างทาง โอ๋ตื่นเต้นมากเพราะชอบกินบวบ แต่เพื่อนว่า จะกินได้ไหมนั่นเพราะถ้ากินอร่อย น่าจะมีคนเก็บไปหมดแล้ว ซักพักก็เจอชาวบ้านแถวนั้น เขาก็ว่า บวบนี้แข็งกินไม่อร่อย เขาเองยังไม่เก็บ โอ๋หันมาทำหน้าเศร้าและว่า พี่เปียสงสัยถูกต้อง

วันหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะว่า เจออะไรระหว่างการเดินอีกบ้าง และช่วยให้กำลังใจเพื่อนให้น้ำหนักด้วยนะ 555
ความคิดเห็นล่าสุด